Category Archives: คลังความรู้และเทคนิคประหยัด

วิธีประชุมทบทวนพลังงานให้ได้ผลสรุปดีที่สุด

การประชุมทบทวนด้านพลังงานถือเป็นขั้นตอนที่ 8 ของระบบการจัดการพลังงาน และเป็นขั้นตอนที่จะหาสรุปว่าตลอดทั้งปีที่ทำระบบมาได้อะไรบ้างและจะแก้ไขปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้นในปีถัดไปได้อย่างไร

3 ข้อที่ควรเตรียมความพร้อมก่อนประชุมทบทวน มีดังนี้

1. ควรเตรียมข้อมูลการใช้พลังงานและผลประหยัดให้พร้อมก่อนประชุม เพื่อข้อมูลต่างๆ ที่นำเสนอต่อองค์ประชุมและผู้บริหาร สามารถนำมาวิเคราะห์ วัดผลได้

2. ควรมีการตรวจประเมินภายในก่อนที่จะทำการประชุมทบทวน เพราะอย่างน้อยจะทำให้ทราบว่ามีข้อบกพร่องของระบบอะไรบ้าง ที่ผู้ตรวจประเมินภายในพบเจอมาก่อนที่จะประชุมทบทวน ทำให้ปรับแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น

3. ควรมีองค์ประชุมที่พร้อมทั้งผู้บริหาร คณะทำงานฯ ผู้ตรวจประเมินภายใน อาจรวมถึงหัวหน้างานบางส่วน มาร่วมการประชุมทบทวนนี้ เพื่อให้เกิดมุมมองที่หลากหลายที่มีความสร้างสรรค์ รวมถึงมองเห็นปัญหาจากทุกฝ่าย ซึ่งจะสามารถแก้ไขข้อบกพร่องให้ดีขึ้นไปในการทำระบบในปีหน้า

สุดท้ายนี้ จะเห็นว่าการเตรียมพร้อมที่ดีจะทำให้ผลสรุปการประชุมทบทวนออกมามีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และต่อยอดให้ดีในอนาคตได้

ผู้ตรวจประเมินภายในระบบการจัดการพลังงาน จำเป็นไหม?

หากต้องการให้ระบบการจัดการพลังงานพัฒนาไปได้อย่างต่อเนื่อง

ในองค์กรจะขาดคณะบุคคลที่คอยขับเคลื่อนระบบไม่ได้

ข้อกำหนดมาตรฐานการจัดการพลังงานระบุไว้ว่า จะต้องมีคณะบุคคลอยู่ 2 คณะ

2 คณะนี้ ไม่ใช่ คณะเชิญยิ้ม กับ ชวนชื่น นะครับ.แต่เป็น คณะทำงานด้านการจัดการพลังงาน กับ คณะผู้ตรวจประเมินภายใน

หน้าที่ของแต่ละคณะก็แตกต่างกัน.คณะทำงานจะมีหน้าที่วางแผนและลงมือปฏิบัติในการพัฒนาระบบการจัดการพลังงาน

ส่วนคณะผู้ตรวจประเมินภายใน (Internal Audit) ก็จะมีหน้าที่ในการตรวจสอบระบบการจัดการพลังงานที่คณะทำงานฯทำอีกทีหนึ่ง เพื่อดูว่ามีข้อบกพร่องและมีจุดใดที่ต้องปรับปรุงแก้ไขบ้าง.ซึ่งถ้าหากจะให้กล่าวแล้ว คณะผู้ตรวจประเมินภายใน จำเป็นที่จะต้องมีความรู้ด้านการจัดการพลังงานและอนุรักษ์พลังงานที่มากกว่าคณะทำงาน

แต่ในบางกรณีอาจจะเป็นข้อยกเว้นสำหรับสถานประกอบการใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำระบบ เพราะคณะทำงานฯกับคณะผู้ตรวจประเมินภายในจะต้องเรียนรู้ไปพร้อมกัน

คณะผู้ตรวจประเมินภายในจะต้องได้รับการแต่งตั้งจากผู้บริหาร ในขั้นตอนที่ 7 ของระบบการจัดการพลังงาน มีบทบาทหน้าที่ในการตรวจประเมินภายในระบบการจัดการพลังงานที่คณะทำงานได้ทำ อย่างน้อยตามเช็คลิสต์มาตรฐานที่มีมาให้

ดังนั้นสังเกตุว่าคณะผู้ตรวจประเมินภายในที่มีประสบการณ์และองค์ความรู้พื้นฐานที่แน่น จะช่วยแบ่งเบาภาระของคณะทำงานในการอุดรูรั่วของระบบได้ดีขึ้นและจะทำให้ระบบการจัดการพลังงานก้าวหน้าไปอย่างมากเลยทีเดียว

โลกเราร้อนขึ้นทุกวัน…..จริงหรือ???

เมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบผลสรุปของ 5 งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในรอบทศวรรษที่ผ่านมา (2010-2020)

หนึ่งในนั้นก็คือ ภาวะโลกร้อน

มันอาจไม่ใช่ความสำเร็จในการค้นพบ แต่มันเป็นเรื่องจริงที่ว่าทศวรรษที่ผ่านมาเราได้ทำลายสถิติสภาพภูมิอากาศมากกว่าช่วงอื่นๆในประวัติศาสตร์ของมนุษย์

ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนมากขึ้น ปัญหาดังกล่าวจึงอยู่ในความสนใจต่อสาธารณะชนเป็นวงกว้าง รวมไปถึงผู้นำในหลายๆประเทศ

มีงานวิจัยใหม่ที่เผยให้เห็นสถานการณ์ที่แท้จริงพร้อมกับแผนดำเนินการแก้ไขปัญหา

มีหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็นถึงระดับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อราวปี 1750.ผลโดยตรงของมันคืออุณหภูมิพื้นผิวทั่วโลกได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 จากข้อมูลของ NASA และ NOAA ระบุว่าปี 2016 เป็นปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกเมื่อปี 1880 และปีที่ร้อนที่สุด 5 อันดับแรกคือ 5 ปีหลังสุดนี่เอง และเดือนกรกฎาคม 2019 ถือสถิติรายเดือนที่ร้อนที่สุด

ภาวะโลกร้อนกำลังส่งผลหลายอย่างต่อโลกของเรา จากรายงานสภาพภูมิอากาศปี 2018 แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว เช่น พายุเฮอริเคน น้ำท่วม ภัยแล้ง และไฟป่ากำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น ธารน้ำแข็งและน้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลายหดตัว ระดับน้ำทะเลก็สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตเป็นมนุษย์และสัตว์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก

ในปี 2015 ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศสูงเกิน 400 ppm เป็นครั้งแรกรอบ 3 ล้านปี หมายความว่ามหาสมุทรดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากขึ้นทำให้มีความเป็นกรดมากขึ้น

ในปี 2016 และ 2017 น้ำที่อุ่นขึ้นและน้ำที่เป็นกรดมากขึ้นทำให้ปะการังที่ Great Barrier Reef ของออสเตรเลีย ฟอกขาวและค่อยๆถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง จนยากที่จะฟื้นตัวกลับคืนมาได้ทั้งหมด

แต่เราก็เริ่มมีความหวังขึ้นมาเล็กๆ

ในปี 2015 เกือบ 200 ประเทศได้ลงนามในข้อตกลงปารีสเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 °C เหนือระดับก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม.เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ หลายประเทศและหลายองค์กร รวมถึงทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันทำสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ที่เคยชินทำอยู่เป็นประจำ

เช่น การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การทำการเกษตรกรรมที่มีคุณภาพ การอุปโภคบริโภคอย่างเหมาะสม เป็นต้น

หากทุกคนร่วมมือกันคนละเล็กละน้อย เราทุกคนก็เปรียบเหมือนเป็นกลุ่ม Avenger ที่ช่วยโลกสีนำ้เงินของเราจากภาวะโลกร้อนแล้ว

ทำอย่างไรให้ถึงเป้าหมายพลังงานที่ตั้งไว้?

จากข้อมูลสถิติที่ผ่านมาพบว่า หลายองค์กรตั้งเป้าประหยัดพลังงานไว้ แล้วพบว่าไม่สำเร็จตามเป้า เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ฉุดรั้งไม่ให้ไปถึง

วันนี้เราจะมีมาดูกันว่าอุปสรรค 3 หัวข้อใหญ่นั้นมีอะไรบ้าง

1.มาตรการอนุรักษ์พลังงานประหยัดได้เยอะจริง แต่เวลาทำจริงผู้บริหารชะลดโครงการไปก่อน – หลายองค์กรประสบปัญหาในลักษณะนี้ โดยเฉพาะองค์กรที่เพิ่งเริ่มทำการจัดการพลังงานใหม่ ปัญหานี้ถ้ามองให้ลึกลงไปอาจจะเป็นเพราะผู้บริหารเห็นว่า คณะทำงานเพิ่งเริ่มวางระบบและทำมาตรการ เลยอยากจะขอดูก่อนว่าจะสำฤทธิ์ผลไหมในปีแรกๆ ถ้าเป็นไปได้ดี เห็นผลชัดเจนผู้บริหารจะอนุมัติโครงการในปีถัดไป

ดังนั้น คณะทำงานฯควรวางแผนไว้ในปีแรกๆที่ทำ ให้เริ่มจากมาตรการประหยัดพลังงานที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนไว้ก่อน เมื่อเริ่มทำมาตรการ ก็ต้องมีการตรวจวัดผลที่จับต้องได้เป็นตัวเลขไว้ด้วย เพื่อเป็นผลลัพท์ แสดงให้ผู้บริหารเห็นว่าทำสำเร็จ เมื่อผู้บริหารเห็นว่ามีผลงานก็จะอนุมัติเงินลงทุนในโครงการถัดไป

2.คณะทำงานฯไม่เข้มแข็ง แต่ละท่านไม่ทราบอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบที่ชัดเจน ทำให้การทำมาตรการประหยัดพลังงาน ทำได้อย่างไม่เต็มที่.ดังนั้นควรจะต้องกำหนดความรับผิดชอบของคณะทำงานฯเป็นรายบุคคล ว่าแต่ละคนมีหน้าที่อะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องอนุรักษ์พลังงานในองค์กร ก็จะทำให้งานที่ทำจะมีระบบและสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ง่ายยิ่งขึ้น

3.ไม่มีการตรวจติดตาม วัดผลมาตรการประหยัดพลังงานที่ทำอย่างต่อเนื่อง – พบเห็นได้มากในหลายๆองค์กร ตอนเริ่มมาตรการมีความตั้งใจจริงในการทำ แต่เมื่อผ่านประมาณ 2-3 เดือนก็ไม่มีการกลับมาตรวจเช็คอีกว่ามาตรการที่ทำได้ผลอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ทำให้สิ้นสุดโครงการไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

ดังนั้นการลงมือปฎิบัติมาตรการ ควรมีการตรวจติดตามวัดผลอย่างต่อเนื่อง โดยอาจใช้การจดบันทึกข้อมูลโดยพนักงาน หรืออาจจะติดตั้งตัว Energy Monitoring ไว้บันทึกค่าการใช้พลังงานก็ได้ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เราทราบสถานะ การใช้พลังงานในปัจจุบัน หากเกิดปัญหาขึ้นกับมาตรการที่ทำ ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที เพื่อทำให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

จะเห็นว่าปัญหาทั้งหมดจะเกี่ยวข้องการวางระบบการจัดการพลังงานที่ไม่ครอบคลุม ดังนั้นความรู้จากการวางระบบเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะต้องเข้าใจให้มากยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ ขอให้องค์กรของทุกท่านประสบความสำเร็จทางด้านพลังงานอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้นะครับ

คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าเป้าหมายประหยัดพลังงานไม่ได้ไกลเกินเอื้อม!

คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าเป้าหมายประหยัดพลังงานไม่ได้ไกลเกินเอื้อม!
 
หลายคนคงเคยเจอเหตุการณ์ที่ได้รับนโยบายการประหยัดพลังงานมาจากเบื้องบนว่าต้องลดให้ได้เท่านั้นเท่านี้ก่อนสิ้นปี 20XX
 
ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เป็นตัวเลขการประหยัดแตะ 2 หลักและโหดเอาเรื่องอยู่
 
เมื่อคณะทำงานด้านอนุรักษ์พลังงานทราบข่าวแล้ว ก็ถึงกับอุทานออกมาเป็นภาษารัสเซียว่า Боже мой
 
ผู้บริหารก็มีเหตุผลของผู้บริหารอยู่ แต่ทีมงานนี่สิ ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า
 
ซึ่งความกังวลของทีมงานก็มีเหตุมีผลอยู่ซะด้วย เพราะมาตรการประหยัดก็ทำมาอย่างต่อเนื่องทุกปีอยู่แล้ว จะมีมาตรการอะไรอีกหล่ะ
 
ถ้าจะต้องลงมือทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้สูงลิบจากผู้บริหารให้สำเร็จ จริงๆมันก็พอจะมีทางออกอยู่บ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่ว่า ทีมงานนั้นมีข้อมูลศักยภาพการอนุรักษ์พลังงานมากน้อยในรายละเอียดขนาดไหน (EFC มีกล่าวไว้ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในโพสต์ที่แล้ว)
 
สถานประกอบการบางแห่ง ทำขั้นตอนการประเมินศักยภาพไว้ดีมาก เขาเหล่านั้นเลยไม่กังวลเท่าไหร่ แต่หลายแห่งไม่ได้เป็นเช่นน้ันเพราะข้อมูลการใช้พลังงานในส่วนต่างๆ มีน้อยไม่เพียงพอต่อการคิดหามาตรการประหยัดเพิ่มเติม ดังนั้นจึงเกิดความเครียดต่อการทำตามเป้าเป็นอย่างมาก
 
ส่วนใหญ่แล้วในประสบการณ์การเป็นที่ปรึกษา ทีมงาน EFC จึงแนะนำว่าให้กลับไปทบทวนการประเมินศักยภาพการอนุรักษ์พลังงานระดับองค์กร ระดับผลิตภัณฑ์/บริการ และระดับเครื่องจักรให้ดีเสียก่อน เขาเหล่านั้นก็จะพบมาตรการประหยัดที่ซ่อนอยู่มากมาย
 
การมีข้อมูลน้อยทำให้วิเคราะห์มาตรการได้ไม่ละเอียดทั่วถึง
 
ถ้ามีข้อมูลมากขึ้นแล้ว สามารถวิเคราะห์ได้ดี ก็จะทำเป้าหมายใหญ่ให้สำเร็จได้ง่ายยิ่งขึ้น
 
กลับมาขั้นตอนที่ 5 การตั้งเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงาน รวมถึงแผนอบรมและกิจกรรม
 
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่มีความละเอียดอีกขั้นตอนหนึ่ง
 
ต้องลงลึกในการคำนวณหาผลประหยัดจากมาตรการอนุรักษ์พลังงานที่คิดขึ้น รวมถึงต้องวางแผนในการดำเนินการ
 
นอกจากนี้ต้องวางแผนอบรมและกิจกรรมด้านพลังงานกับพนักงาน เลือกหัวข้อให้เหมาะสมและวางแผนดำเนินการเช่นเดียวกัน
 
ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ทีมงานควรวางแผนให้ถี่ถ้วนก่อนเริ่มดำเนินการ
 
สำหรับการตรวจสอบนั้น จะพบเห็นข้อผิดพลาดได้มากจากผู้วางแผนมาตรการอนุรักษ์พลังงาน ผู้รับผิดชอบจะคำนวณผลประหยัดผิดพลาด ทำให้เสี่ยงที่ผู้ตรวจสอบฯภายนอก สามารถให้ minor(ไม่สอดคล้องตามกฎหมายอย่างไม่ร้ายแรง) ได้ ดังนั้นจึงต้องมีความละเอียดรอบคอบในการคำนวณมาตรการให้ดี
 
ถ้าทำได้ดังนี้แล้วก็สามารถคลายกังวลในการตรวจสอบฯในขั้นตอนที่ 5 นี้ได้ค่อนข้างมาก
 
สุดท้ายนี้ทีมงาน EFC ขอลาไปก่อน พบกันใหม่ในโพสต์หน้า
 
ถ้าชอบงานเขียนเกี่ยวกับเรื่องการอนุรักษ์พลังงานอย่างนี้ ฝากกดไลค์ กดแชร์ เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีมงานด้วยนะครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ
 
ขอให้ทุกท่านมีอิสระทางด้านพลังงาน

การประเมินศักยภาพการอนุรักษ์พลังงานสำคัญไฉน?

การประเมินศักยภาพการอนุรักษ์พลังงานสำคัญไฉน?
 
สมมติว่าเรามีโรงงานหรืออาคารอยู่หนึ่งแห่ง แต่เราไม่รู้ว่าการใช้พลังงานของเราเป็นอย่างไร ใช้พลังงานไฟฟ้าหรือความร้อนมากกว่ากัน สัดส่วนการใช้พลังงานเป็นอย่างไร เครื่องจักรตัวไหนที่กินไฟเยอะ เราจะทำเรื่องประหยัดพลังงานได้หรือไม่
 
คำตอบก็คือได้…แต่เราต้องใช้แรงกายแรงใจเยอะมากถึงจะทำให้เกิดผลประหยัดเป็นรูปธรรมได้
 
ตรงกันข้าม ในกรณีที่เรารู้ข้อมูลการใช้พลังงานของเราทั้งหมด ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการวางแผนทำมาตรการอนุรักษ์พลังงานรวมถึงการตรวจเช็คผลประหยัด คงจะง่ายมากยิ่งขึ้น
 
การจัดการพลังงานจะแบ่งการประเมินออกเป็น 3 ระดับ 1.องค์กร 2.ผลิตภัณฑ์หรือบริการ 3.เครื่องจักร
 
การประเมินระดับองค์กรใช้ดูภาพรวมการใช้พลังงานของเราทั้งหมด เช่นการใช้ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงรายเดือนเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา สัดส่วนการใช้พลังงานแยกตามประเภท ซึ่งการรู้ข้อมูลพลังงานอย่างนี้จะช่วยเราในการวิเคราะห์หามาตรการอนุรักษ์พลังงานได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
 
ตัวอย่าง ถ้าเราทราบว่า อาคารของเราใช้พลังงานไปกับระบบปรับอากาศค่อนข้างมาก เราก็ควรมีมาตรการประหยัดที่เกี่ยวข้องกับระบบปรับอากาศให้เยอะหน่อย เรียกว่าทำน้อยแต่ได้ผลมาก
 
การประเมินระดับผลิตภัณฑ์ จะทำให้เราสามารถที่จะทราบต้นทุนของสินค้าของเราได้ว่า ใช้พลังงานกับผลผลิตต่อชิ้นเท่าไหร่
 
ยกตัวอย่างเช่น โรงงานเราผลิตแป้งข้าวสาลี ก็สามารถรู้ต้นทุนว่า พลังงานที่ใช้ต่อแป้งข้าวสาลีหนึ่งตันเป็นเท่าไหร่ ซึ่งสามารถแปลงออกมาเป็นต้นทุนเป็นจำนวนเงิน บาทต่อแป้งข้าวสาลีหนึ่งตัน ได้
 
ส่วนการประเมินลำดับสุดท้าย เป็นการประเมินระดับเครื่องจักร ซึ่งเราจะสามารถทราบได้ว่าเครื่องจักรแต่งละเครื่อง มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานดีหรือแย่กว่าค่ามาตรฐาน
 
ในกรณีที่ประสิทธิภาพแย่กว่าค่ามาตรฐานมากๆ ให้พิจารณาทำมาตรการประหยัดพลังงานเกี่ยวกับเครื่องจักรตัวนี้ ตัวอย่างเช่น ซ่อมแซมเปลี่ยนพาร์ทบางส่วน หรืออาจจะเปลี่ยนเครื่องจักรที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าตัวเก่ามาใช้ทดแทนไปเลยก็ได้
 
กล่าวมาถึงตอนนี้ ทุกท่านคงเห็นภาพแล้วว่าการประเมินศักยภาพการอนุรักษ์พลังงานในระดับต่างๆ นั้น ทำให้เรารู้ข้อมูลพลังงานเชิงลึกและสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ต่อได้
 
ซึ่งจากประสบการณ์การตรวจสอบรับรองการจัดการพลังงานของทีม EFC ที่พบเห็นข้อที่สามารถนำไปพัฒนาได้ก็คือ
 
1.การประเมินสัดส่วนการใช้พลังงาน ควรมีการตรวจวัดการใช้พลังงานโดยเครื่องมือตรวจวัดมาช่วยด้วย จะทำให้ค่าต่างๆออกมาแม่นยำมากยิ่งขึ้น
 
2.ควรประเมินหาเครื่องจักรที่มีนัยสำคัญ ที่มีผลกระทบต่อการใช้พลังงานของเราจริงๆ เพื่อต่อยอดหามาตรการอนุรักษ์พลังงานอย่างต่อเนื่อง
 
3.ในกรณีที่มีความชำนาญในการทำระบบแล้ว ให้ระบุ % การใช้พลังงานในแต่ละกระบวนการผลิตเข้าไปด้วย เพื่อจะได้ทราบว่าขั้นตอนการผลิตส่วนใดที่ใช้พลังงานมากที่สุด
 
4.จุดที่มักผิดพลาดที่พบเห็นได้มากสุดคือ การประเมินระดับเครื่องจักรไม่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม ซึ่งค่าการประเมินจะต้องเป็นค่าประสิทธิภาพ เช่น input/output หรือว่า output/input ก็ได้
 
ในส่วนการประเมินศักยภาพการอนุรักษ์พลังงานในขั้นตอนที่ 4 ของการจัดการพลังงานนี้ เป็นส่วนที่มีรายละเอียดมากที่สุด และต้องทำเป็นอันดับแรกเลยถ้าหากเราจะทำเรื่องประหยัดพลังงาน หากทำได้ละเอียดมากเท่าไหร่ ก็สามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้เท่านั้น
 
สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านรักษาสุขภาพด้วยนะครับ
 
วันนี้ทีมงาน EFC ขอตัวลาไปก่อน พบกันใหม่โพสต์หน้า
 
ขอให้ทุกท่านเป็นอิสระทางด้านพลังงาน….สวัสดีครับ

นโยบายอนุรักษ์พลังงานจุดสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

การกำหนดทิศทางด้านอนุรักษ์พลังงานขึ้นอยู่กับนโยบายที่ประกาศออกมา
.
โดยหลักแล้วการกำหนดนโยบายอนุรักษ์พลังงานจะต้องมีการประกาศต้องมีอย่างน้อยตามที่กฎหมายระบุ
1.การอนุรักษ์พลังงานเป็นส่วนหนึ่งของ การประกอบธุรกิจ
2.มีความเหมาะสมกับขนาดและปริมาณ การใช้พลังงาน
3.ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดอื่น ที่เกี่ยวข้อง
4.ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง
5.จัดสรรทรัพยากรให้อย่างเพียงพอ
นอกจากนี้ พบเห็นได้ในหลายสถานประกอบการ เลือกใส่เป้าหมายการประหยัดพลังงานลงไปเพิ่มเติม เพื่อให้ทุกคนมีเป้าหมายอย่างเดียวกัน
.
แต่ก็เป็นเหมือนแรงกดดันที่อยู่บนบ่าคณะทำงานฯที่จะทำให้สำเร็จให้ได้
.
หลายแห่ง ก็ประสบความสำเร็จในเรื่องผลประหยัดตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในนโยบายอนุรักษ์พลังงาน
.
คราวนี้เรามาดูส่วนที่สามารถพัฒนาระบบได้ในขั้นตอนที่ 3 – นโยบายอนุรักษ์พลังงาน
.
1.ควรมีการทบทวนนโยบายอนุรักษ์พลังงานให้ทันยุคทันสมัยอยู่เสมอ เช่นอนุรักษ์พลังงานเพื่อนำพาไปสู่ความยั่งยืนทางด้านพลังงาน การใช้พลังงานทดแทนเพิ่มมากขึ้นในองค์กรเป็นต้น
.
2.ควรมีการจัดทำภาษาต่างประเทศและภาษาประเทศเพื่อนบ้านของเราด้วย เพื่อให้รับทราบนโยบายอนุรักษ์พลังงานอย่างทั่วถึง
.
3.นโยบายอนุรักษ์พลังงานที่ดี จะต้องนำด้านที่ได้คะแนนน้อยจากการประเมิน EMM มาใส่ในนโยบายอนุรักษ์พลังงานด้วย เช่น ถ้าด้านประชาสัมพันธ์ คะแนนออกมาต่ำ ก็ให้เสริมทางด้านการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้นเป็นต้น
.
ในขั้นตอนที่ 3 นี้แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นในเรื่องการอนุรักษ์พลังงานของผู้บริหาร คณะทำงานและพนักงาน ที่จะร่วมแรงร่วมใจประหยัดพลังงานในองค์กรของตนเอง
.
จบขั้นตอนที่ 3 ทีมงาน EFC ขอตัวลาไปก่อน พบกันโพสต์หน้าในขั้นตอนที่ 4(ขั้นตอนที่มีรายละเอียดเยอะที่สุด) ครับ

ปวดหัวและเสียเวลากับการประเมิน EMM (ข.2) ไหม?

ผู้รับผิดชอบพลังงานปวดหัวและเสียเวลากับการประเมิน EMM (ข.2) ไหม? ถ้าอยากรู้วิธีแก้ เชิญอ่านต่อด้านล่างได้เลยครับ
.
โพสต์ที่แล้วเราพูดถึงประโยชน์ของการตรวจสอบรับรองฯและขั้นตอนที่ 1 ไปแล้ว
.
คราวนี้มาต่อเนื่องในขั้นตอนที่ 2 ในระบบการจัดการพลังงานกัน
.
ขั้นตอนที่ 2 – การประเมินสถานภาพการจัดการพลังงานเบื้องต้น
.
ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่ที่พบเห็นในเวลาตรวจสอบฯคือ ไม่ได้ประเมินครบทุกแผนกหรือฝ่าย ผู้จัดทำระบบควรต้องระวังประเด็นนี้ให้ดี เพราะผู้ตรวจประเมินฯสามารถให้ Minor ได้
.
ส่วนเรื่องการประเมินในขั้นตอนที่ 2 นี้ ถ้าเป็นไปได้ให้ทำทุกปีเพื่อจะได้ทราบว่า คนส่วนใหญ่นั้น มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการจัดการพลังงานและการอนุรักษ์พลังงานในองค์กรบ้าง จะได้กำหนดทิศทางในการพัฒนาระบบได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น
.
ถ้าเป็นแต่ก่อน คณะทำงานฯที่ดูแลเรื่องการประเมินจะต้องปวดหัวไมเกรนขึ้นแน่ๆ ถ้าต้องประเมินขั้นตอนที่ 2 ทุกปี เพราะการทำนั้นยุ่งยาก จะต้องแจกฟอร์มการประเมิน ให้กับพนักงานมากมาย เปลืองกระดาษและเสียเวลาในการรวบรวมข้อมูลเป็นอย่างมาก
.
ยิ่งสถานประกอบการไหนมีจำนวนพนักงานมาก ยิ่งยุ่งยิ่งปวดหัว!
.
แต่ปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องกลัวการประเมินแล้วครับ
.
การนำเทคโนโลยีปัจจุบันมาใช้ประโยชน์ ช่วยในการประเมิน จะแบ่งเบาภาระลงไปได้มาก ทั้งประหยัดกระดาษ ง่ายและรวดเร็ว
.
EFC อยากแบ่งปันความรู้โดยการใช้เครื่องมีให้เกิดประโยชน์ต่อคณะทำงาน โดยการใช้ EMM online ที่เป็น QR code เข้ามาแทนที่การประเมินโดยใช้ฟอร์มกระดาษ
.
เพียงแค่แสกน QR code และทำการประเมินคนละไม่ถึง 2 นาที ข้อมูลก็จะไปรวมที่ส่วนกลางโดยอัตโนมัติ (ลองแสกนดูตัวอย่างในรูป)
คณะทำงานฯ ก็มีหน้าที่เพียงแค่นำผลรวมคะแนนที่ได้จากผู้ประเมินทุกคน ไปใส่ในตัวรายงานการจัดการพลังงานเพียงเท่านั้น สะดวกและรวดเร็ว สามารถเอาเวลาไปทำงานอย่างอื่นได้
.
การประเมิน EMM จึงสามารถทำได้ทุกปี โดยใช้ EMM online เข้ามาช่วย
.
ในการพัฒนาระบบในขั้นตอนที่ 2 หลักๆ ก็มีเท่านี้
.
ทีมงาน EFC ขอตัวลาไปก่อน พบกันใหม่ในโพสต์หน้า สวัสดีครับ
.
หากท่านใดเห็นว่าบทความการใช้ EMM online นี้เป็นประโยชน์ ก็ขอฝากให้กดไลค์ กดแชร์เพื่อเป็นกำลังให้กับทีมงาน EFC ด้วยนะครับ

ทำไมต้องตรวจสอบและรับรองการจัดการพลังงาน? ได้ประโยชน์อะไร?

การทำระบบการจัดการพลังงานนั้น มีขั้นตอนการทำทั้งหมด 8 ขั้นตอน โดยดำเนินการตามกฎกระทรวงและประกาศกระทรวงที่ออกมาในปี 2552 ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างมากในระบบ(ตามวงกลมสีฟ้าทั้งหมด)
.
แต่การตรวจสอบและรับรองการจัดการพลังงานจากผู้ตรวจสอบฯภายนอกนั้น ตามกฎหมายกำหนดให้ผู้ตรวจสอบฯ มาทำการตรวจความสอดคล้องของระบบตามประกาศกระทรวงฯ หมวด 5 ข้อ 24 (3) (ก), (ข) เท่านั้น
.
ซึ่งถือว่าเป็นการตรวจสอบฯในวงกลมสีแดงบางส่วนของระบบเท่านั้น ไม่ได้เป็นการตรวจสอบทั้งระบบ ตามกฎหมายระบุการตรวจสอบฯที่เป็นตะแกรงร่อนพื้นฐานเพียงเท่านั้น
.
ผู้ตรวจสอบฯบางรายที่ไม่เชี่ยวชาญระบบการจัดการพลังงานอาจจะไม่ได้อยู่ในสายงานพลังงานโดยตรง ก็จะตรวจสอบเพียงในแค่วงกลมสีแดงเท่านั้น
.
ส่วนผู้ตรวจสอบฯที่มีความเชี่ยวชาญมีประสบการณ์ทางด้านการอนุรักษ์พลังงาน ก็จะตรวจนอกเหนือจากวงกลมสีแดง ตรวจสอบเกือบทั้งระบบที่สถานประกอบการทำจริงๆ พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการปรับปรุงระบบให้ดีมากยิ่งขี้น
.
ซึ่งสำหรับทีมงานของ EFC นั้นจะตรวจสอบนอกเหนือจากวงกลมสีแดง พร้อมทั้งให้คำแนะนำต่างๆที่เป็นประโยชน์แด่สถานประกอบการในการพัฒนาระบบและลดค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงาน
.
กลับมาที่เรื่องการตรวจสอบฯ ประเด็นที่สามารถพัฒนาได้ในแต่ละขั้นตอนมีค่อนข้างมาก EFC จะยกมาแต่ละขั้นตอนเพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพมากยิ่งขี้น
.
เริ่มจาก ขั้นตอนที่ 1-แต่งตั้งคณะทำงานด้านการจัดการพลังงาน
.
1.คณะทำงานควรจะมาจากทุกแผนก และควรแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละคนให้ชัดเจน เช่นฝ่ายเทคนิค ฝ่ายดูแลเอกสาร ฝ่ายดูแลการอบรมและกิจกรรม ฝ่ายประชาสัมพันธ์ เป็นต้น
.
2.หากมีการประกาศแต่งตั้งคณะทำงานฯนานมาแล้ว ควรมีการทบทวน เลือกคณะทำงานฯให้เหมาะสม และทำการประกาศใหม่
.
3.ควรประชาสัมพันธ์คำสั่งแต่งตั้งให้มีหลายช่องทางมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากบอร์ดอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งการนำเทคโนโลยีการประชาสัมพันธ์ออนไลน์มาใช้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เกิดการรับรู้ของข่าวสารได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น
.
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบข้อมูลความรู้ด้านพลังงานแบบยั่งยืนนี้ ฝากกดไลค์ กดแชร์ เพื่อเป็นแรงใจด้วยนะครับ
.
วันนี้ขอตัวลาไปก่อน พบกันโพสต์ต่อไปจะเป็นคิวของ ขั้นตอนที่ 2 และ 3 นะครับ
.
ขอบคุณครับ

ตรวจสอบรับรองการจัดการพลังงานตามกฎหมายคืออะไร

ตรวจสอบรับรองการจัดการพลังงานตามกฎหมายคืออะไร สถานประกอบการของท่านเข้าข่ายหรือเปล่า?

สวัสดีปีใหม่ทุกท่านครับเปิดศักราชใหม่ ว่าด้วยปีฉลุและขอให้เป็นปีที่ฉลุยของทุกท่านด้วยนะครับ

ปีใหม่นี้ทีมงาน EFC ตั้งใจจะมาแบ่งปันเรื่องราว ความรู้และประสบการณ์ที่พบเจอในการเข้าตรวจสอบรับรองการจัดการพลังงานในโรงงานและอาคารต่างๆ รวมถึงการเป็นวิทยากรและเป็นที่ปรึกษาให้กับหลายสถานประกอบการทั้งใหญ่และเล็ก มาฝากให้กับทุกท่านได้เลือกนำไปใช้ประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับตนเองนะครับ

เริ่มปีใหม่ ก็จะเข้าสู่ช่วงรวบรวมข้อมูลขั้นสุดท้ายทำรายงานก่อนทำการตรวจสอบรับรองการจัดการพลังงานกันแล้ว ทีมงาน EFC จึงขอมาทบทวนขั้นตอนการตรวจสอบและรับรองการจัดการพลังงานตามกฎหมายประจำปีให้ทุกท่านอีกครั้ง.ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจอย่างง่ายในการทำเรื่องการอนุรักษ์พลังงานตามกฎหมายก็คือ เจ้าของโรงงาน/อาคารควบคุมจะมีอยู่ 4 หน้าที่ด้วยกัน

1.เจ้าของหรือผู้บริหารระดับสูง จะต้องแต่งตั้งผู้รับผิดชอบพลังงานขึ้นมาในองค์กร เพื่อมีหน้าที่ดูแล ประสานงาน ดำเนินการเรื่องการอนุรักษ์พลังงานในสถานประกอบการของตนเอง

2.เจ้าของหรือผู้บริหารระดับสูง จะต้องแต่งตั้งคณะทำงานด้านการจัดการพลังงานขึ้นมา เพื่อทำระบบการจัดการพลังงาน 8 ขั้นตอน

3.เจ้าของหรือผู้บริหารระดับสูง จะต้องมอบหมายให้คณะทำงานด้านการจัดการพลังงาน จัดทำรายงานการจัดการพลังงานประจำปีขึ้นมาเพื่อเตรียมส่งมอบข้อมูลการใช้พลังงานในองค์กรให้กับ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ) กระทรวงพลังงาน

4.เจ้าของหรือผู้บริหารระดับสูง มอบหมายให้ตัวแทนดำเนินการหาผู้ตรวจสอบและรับรองการจัดการพลังงานที่ได้รับใบอนุญาตจาก พพ มาทำการตรวจสอบรับรองฯระบบการจัดการพลังงาน และเล่มรายงานการจัดการพลังงานประจำปี หลังจากนั้นต้องส่งรายงานทั้ง 2 เล่มให้กับ พพ.

โรงงาน/อาคารควบคุม ส่งเล่มรายงานการจัดการพลังงานและเล่มรายงานผลตรวจสอบและรับรองการจัดการพลังงานประจำปี ให้กับ พพ ภายในวันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป ตัวอย่างเช่น ทำระบบและรายงานปี 2563 ต้องส่งรายงานภายในวันที่ 31 มีนาคม 2564

การทำการจัดการพลังงานตามกฎหมายเป็นเพียงตะแกรงร่อนพื้นฐานเท่านั้น จริงๆแล้วเราสามารถนำข้อมูลที่ได้มาทำเรื่องมาตรการประหยัดพลังงาน ซึ่งทำให้ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ลดต้นทุนสินค้าและการบริการได้อย่างดี

จากประสบการณ์การทำงานของ EFC พบว่าหลายองค์กรสามารถนำข้อมูลต่างๆไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลประหยัดที่แท้จริงได้ประมาณ 5-30% ของค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

สุดท้ายนี้เป็นกำลังใจให้กับคณะทำงานด้านการจัดการพลังงานทุกท่านในการจัดทำระบบและรายงานในรอบปีนี้ด้วยนะครับ

สำหรับโพสต์ครั้งต่อไปจะพูดถึงสิ่งทึ่พบเห็นได้บ่อยๆในการตรวจสอบการจัดการพลังงานแต่ละขั้นตอนกันนะครับ.ปล เกณฑ์ที่ใช้แบ่งโรงงานควบคุม/อาคารควบคุมมีอยู่ 3 เกณฑ์ แต่ที่ใช้แบ่งง่ายที่สุดให้ดูจากขนาดหม้อแปลงไฟฟ้าในสถานประกอบการ ถ้ามีขนาดหม้อแปลงไฟฟ้ารวมมากกว่า 1,175 kVA เมื่อไหร่ ถือว่าเป็นโรงงาน/อาคารควบคุม