All posts by ssknowledge

10 เทคนิคอนุรักษ์พลังงานในหม้อไอน้ำ

หม้อไอน้ำถือเป็นเครื่องจักรที่ใช้พลังงานในรูปแบบเชื้อเพลิงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหาร


วันนี้มีเทคนิคการอนุรักษ์พลังงานในหม้อไอน้ำ 10 ข้ออย่างง่ายที่สามารถทำได้ที่โรงงานของท่านมาให้ดูกันครับ


1. อุ่นอากาศก่อนเข้าเผาไหม้ด้วยไอเสีย (อุณหภูมิ 22 องศาเซลเซียสของไอเสียที่ลดลง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพหม้อไอน้ำให้ดีขึ้น 1 %)

2. ใช้ VSD ปรับรอบมอเตอร์ส่งจ่ายลมเข้าห้องเผาไหม้แบบอัตโนมัติ (Variable flows) ตามปริมาณอากาศที่หม้อไอน้ำต้องการ

3. ทำความสะอาด หัวเผา nozzle และ strainer อย่างสม่ำเสมอ

4. หุ้มฉนวนกันความร้อนถังเก็บน้ำมันที่ยังไม่ได้หุ้ม

5. ปรับค่าออกซิเจนเข้าเผาไหม้ให้เหมาะสมอยู่เสมอตามชนิดของเชื้อเพลิง (5% ของการปรับลดออกซิเจนส่วนเกินให้เหมาะสม เพิ่มประสิทธิภาพหม้อไอน้ำ 1%)

6. ปรับตั้งเวลา Blowdown ของหม้อไอน้ำให้เหมาะสม ไม่ควร Blowdown นานเกินไป ทำให้สูญเสียความร้อนในรูปน้ำที่โบลว์ออก

7. ตรวจสอบและซ่อมแซมยางซีลของหม้อไอน้ำ

8. ตรวจสอบและทำความสะอาดตะกรันในท่อฝั่งน้ำอย่างสม่ำเสมอ (ตะกรันหนา 1 มม อาจทำให้ปริมาณการใช้เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นประมาณ 5-8%)

9. ตรวจสอบและทำความสะอาดคราบเขม่า รอบท่อฝั่งไฟอย่างสม่ำเสมอ (คราบเขม่าหนา 3 มม อาจทำให้ปริมาณการใช้เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นประมาณ 2.5%)

10. นำ Condensate กลับมาใช้ใหม่ในระบบ

สุดท้ายนี้หวังว่าในยุคที่น้ำมันเริ่มแพงขึ้น เทคนิคการอนุรักษ์พลังงานในหม้อไอน้ำ ก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้สถานประกอบการของเราอีกทางหนึ่งนะครับ

3 วิธี ประหยัดค่าไฟฟ้า จาก ปั๊มลม

วิธีลดค่าไฟจากปั๊มลมง่ายๆ ได้ผลจริง

เชื่อหรือไม่…ปั๊มลมขนาด 75 HP เปิดใช้งาน 1 ปี กินค่าไฟเท่ากับราคารถยนต์โตโยต้า แคมรี่ รุ่นท็อปป้ายแดง 1 คัน

เป็นการใช้พลังงานที่มหาศาลมาก

หากเราปล่อยปะละเลยไม่ใส่ใจเกี่ยวกับปั๊มลม อาจทำให้ค่าไฟของโรงงานเราพุ่งกระฉูดได้

วันนี้ผมจะมาแชร์ความรู้ วิธีการประหยัดค่าไฟจากปั๊มลมง่ายๅ 3 วิธี ที่ทุกท่านสามารถทำได้ที่โรงงานของท่านกัน

1. ซ่อมแซมจุดลมรั่ว – ดูเหมือนเป็นอะไรที่ง่ายๆ แต่สถานประกอบการหลายแห่งก็มองข้ามเรื่องนี้ไป ไม่ได้วางแผนที่จะซ่อมบำรุงลมรั่วอย่างจริงจัง นานวันเข้า มีจุดรั่วมากขึ้น ก็สิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้น บางโรงงานถึงขนาดมีปริมาณลมรั่วเท่ากับปั๊มลมขนาด 22 kW หนึ่งเครื่องก็มี (รั่วเยอะมากกก)

ดังนั้นควรวางแผน กำหนดระยะเวลาซ่อมบำรุงให้ดี หากทำได้หลายครั้งในรอบปี ก็จะทำให้ช่วยประหยัดพลังงานได้มากขึ้น

2. ใช้ลมให้เหมาะสม – ไม่ควรนำลมอัดไปเป่าตัว เพราะลมอัดเป็นลมที่มีราคาแพง เกิดจากการใช้พลังงานบีบอัดลมให้มีแรงดันสูงขึ้น เพื่อใช้ในเครื่องจักร

หากเรานำลมอัดมาเป่าตัวแล้ว จะทำให้สิ้นเปลืองพลังงานเป็นอย่างมาก

3. ตั้งแรงดันอากาศอัดให้เหมาะสม – เราต้องสำรวจเครื่องจักรและอุปกรณ์ในโรงงานของเราก่อนว่าต้องการแรงดันลมอัดเท่าไหร่ ตัวอย่าง ถ้าเครื่องจักรต้องการแรงดันลม 4 บาร์ ก็ไม่ควรตั้งแรงดันลมที่ผลิตจากปั๊มลมให้สูงเกินกว่า 4 บาร์มากเกินไป อาจจะตั้งประมาณ 6.5 บาร์เพื่อเผื่อแรงดันสูญเสียในท่อลมในระบบ

หากเห็นว่าเรายังตั้งสูงไปอยู่ ก็สามารถทดลองลดแรงดันได้อีก แล้วดูว่าเครื่องจักรยังใช้งานได้ปกติดี ไม่มีผลกระทบต่อการผลิตก็ถือว่าใช้ได้.การตั้งแรงดันลมอัดสูงเกินไป จะทำให้เราใช้พลังงานในการผลิตลมอัดที่มากขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้นหากตั้งแรงดันลมอัดให้เหมาะสม ก็ถือว่าเป็นการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เป็นอย่างไรบ้างครับ กับวิธีลดค่าไฟจากปั๊มลมแบบง่ายๆ เห็นว่าทำไม่ยากเลยใช่ไหมครับ และบางอย่างไม่ต้องใช้เงินลงทุนด้วย

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านประสบความยั่งยืนด้านพลังงานนะครับ

วันนี้ขอตัวลาไปก่อน

สวัสดีครับ

โครงการสนับสนุนการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยน ปรับปรุง เครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน 2564

หายไปหลายปี ปีนี้กลับมาแล้ว

เราจ่าย 80% รัฐช่วยจ่ายฟรี 20%

โครงการสนับสนุนการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยน ปรับปรุง เครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน 2564

โครงการสนับสนุนการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยน ปรับปรุง เครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน 2564 จาก พพ

📍สนับสนุน 20% สำหรับโรงงานหรืออาคารควบคุมเอกชน

📍สนับสนุน 30% สำหรับโรงงานหรืออาคารนอกข่ายควบคุม วิสาหกิจชุมชน ธุรกิจ Start Up ผู้ประกอบการเกษตรกรรม เทคโนโลยีนวัตกรรมด้านพลังงาน

📍สนับสนุนเงินลงทุนสูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย

สำหรับท่านใดที่มีมาตรการอนุรักษ์พลังงานที่จะทำอยู่แล้ว ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากนะครับ

ยกตัวอย่าง ถ้าเราลงทุน 3 ล้าน ก็ประหยัดไป 600,000 บาท

โครงการแบบนี้ไม่ได้มีบ่อย ท่านใดสนใจรีบสมัครกับ พพ ก่อน 21 มกราคม 2565

วิธีรับมือ วิกฤตพลังงาน

วิกฤตพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เราจะมีวิธีรับมืออย่างไร

วิกฤตพลังงาน

เตรียมรับแรงกระแทก ราคาเชื้อเพลิงพลังงานปรับตัวกระฉูด ค่าไฟฟ้ากับค่าน้ำมันก็กระฉูดตาม

น้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นจากต้นปีราคา 48.52$ เป็น 79.35$ เพิ่มขึ้น 63.47%

สังเกตว่าช่วงหลังมานี้ ราคาน้ำมันขายปลีกก็ขึ้นมาเรื่อย จากราคาน้ำมันตลาดโลกที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง.ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนภาคขนส่งของไทยที่จะเพิ่มขึ้น อีกสักพักคงได้เห็นการปรับเพิ่มราคาค่าโดยสารรถบริการสาธารณะ ค่าขนส่งของ ค่า delivery อาหารและสิ่งของ

ต้นทุนที่เพิ่มเหล่านี้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบควรจะคิดกลยุทธ์เผื่อไว้ด้วย

เช่น ถ้าเราเป็นผู้ผลิตที่จะต้องส่งของให้ลูกค้า ในกรณีที่เราไม่อยากขึ้นราคาลูกค้า เราควรวางแผนงานการส่งสินค้าให้มีความรัดกุมมากกว่าเดิม วางแผนเส้นทางการส่งให้ดี เพื่อใช้น้ำมันในรถขนส่งอย่างคุ้มค่า คุมต้นทุนไม่ให้สูงขึ้น เป็นต้น

นอกจากนี้ ก๊าซธรรมชาติก็ราคาขึ้นด้วยเช่นกัน.จากต้นปีที่ผ่านมาราคา 2.54$ เป็น 5.57$ ในปัจจุบัน เพิ่มขึ้น 119.3 % ซึ่งถือว่าสูงมาก

ส่วน LNG spot ราคาพุ่งสูงถึง 3-4 เท่าเลยทีเดียว

จึงทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น.กกพ มีแนวโน้มที่จะเพิ่มค่า ft ในค่าไฟฟ้ารอบใหม่เดือนมกราคม 2565 ที่จะถึงนี้.ซึ่ง ft ตอนนี้ติดลบอยู่ 15.32 สตางค์ อาจจะปรับกลับมาเป็นบวกก็ได้.ลองคิดเล่นๆ ถ้า ft ปรับเป็น 0 บาท สถานประกอบการที่ใช้ไฟฟ้า 1,000,000 หน่วยต่อเดือน ค่าไฟจะเพิ่มขึ้นประมาณ 153,200 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลย

ดังนั้น เราจึงต้องเตรียมการไว้ก่อนที่ค่าไฟจะปรับขึ้น

อาจทำได้ โดยหามาตรการอนุรักษ์พลังงานที่ทำแล้วคุ้มค่า เข้ามาช่วยเสริมในช่วงวิกฤตพลังงานแบบนี้.ลองดูสถานประกอบการของเราได้ใช้พลังงานอย่างเหมาะสม ไม่มีการสูญเสียทางด้านพลังงานไปเปล่าประโยชน์หรือยัง

ถ้ามีปัญหาเหล่านี้อยู่ให้รีบแก้ไขโดยด่วน

พลังงานเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นต้นทุนต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การบริการและการผลิต.หากราคาพลังงานแพงแล้ว ก็เชื่อแน่เหลือเกินว่าค่าข้าวของเครื่องใช้ ค่าบริการต่างๆ คงจะมีราคาแพงเพิ่มมากขึ้นไปด้วย

สุดท้ายนี้อย่างน้อย เราควรนำหลักการการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่ามาช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ได้บางส่วน ก็คงช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

เปลี่ยน filling ที่ cooling tower พลังงานลดเท่าไหร่

เปลี่ยนรังผึ้ง คูลลิ่ง ทาวเวอร์ พลังงานลดลงเท่าไหร่???

Filling

ต่อจากโพสต์ที่แล้ว

สาเหตุ ที่ Cooling Tower ระบายความร้อนได้ไม่ดี มาจาก รังผึ้ง หรือที่เรียกว่า ฟิลลิ่ง (Filling) ชำรุด

โดยปกติแล้วนำ้หล่อเย็นอุณหภูมิสูงจะถูกจ่ายให้ไหลผ่านฟิลลิ่ง ลงมาจากด้านบนของ Cooling tower ลงมาช้าๆ ให้ลมที่ถูกดูดผ่านฟิลลิ่ง พาเอาความร้อนออกจากน้ำไปด้วย

ทำให้น้ำที่ตกลงมาก้นบ่อ Cooling tower มีอุณหภูมิต่ำลง ส่งไประบายความร้อนให้กับ chiller ในระบบปรับอากาศต่อไป.คล้ายๆ กับที่เราไปเที่ยวน้ำตกแล้วรู้สึกเย็น Cooling tower ก็ใช้หลักการเดียวกันกับน้ำตกนั่นเอง

ดังนั้น หากฟิลลิ่งชำรุด หมายความว่าจะทำให้การระบายความร้อนของ cooling tower ทำได้ไม่เต็มที่ ซึ่งนั่นก็แปลว่า Chiller จะต้องใช้พลังงานที่มากกว่าเดิมด้วย

การเปลี่ยนฟิลลิ่งใหม่ จะทำให้น้ำหล่อเย็นไหลลงมาอย่างราบลื่นระบายความร้อนได้ดีขึ้น ช่วยให้อุณหภูมินำ้ก้นบ่อ Cooling tower เย็นขึ้น ส่งผลให้พลังงานที่ใช้ใน chiller ลดลงด้วย

เราสามารถคิดผลประหยัดคร่าวๆได้ง่ายๆ กล่าวคือ ถ้าทำให้น้ำหล่อเย็นเข้า chiller มีอุณหภูมิต่ำลง 1F จะส่งผลให้ Chiller กินพลังงานน้อยลง ประมาณ 2%

อาคารหรือโรงงานไหน มีฟิลลิ่งที่เก่าชำรุด ตะไคร่ขึ้น ก็ลองพิจารณาเปลี่ยนดูครับ มาตรการนี้สามารถช่วยประหยัดพลังงานได้พอสมควรเลย

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านประสบความยั่งยืนด้านพลังงานนะครับ5จำนวนคนที่เข้าถึง0จำนวนการมีส่วนร่วมโปรโมทโพสต์ถูกใจแสดงความคิดเห็นแชร์

ใบพัดคูลลิ่ง ทาวเวอร์ เปลี่ยนแล้วประหยัด 15%

ลงทุนน้อย ใช้ยาวๆ ประหยัดค่าไฟ 15%

cooling tower หรือ หอผึ่งลมเย็น เป็นส่วนประกอบในระบบปรับอากาศที่ส่วนสำคัญอย่างมาก

เพราะเป็นส่วนที่จะนำความร้อนจากด้านในอาคารผ่านระบบออกมาทิ้งด้านนอก.หาก cooling tower ระบายความร้อนได้ไม่ดีแล้ว จะทำให้ค่าไฟของระบบปรับอากาศสูงกว่าที่ควรจะเป็นด้วย

สาเหตุ ที่ลมระบายความร้อนได้มีดี อาจมาจาก 2 สาเหตุ

วันนี้จะพูดสาเหตุที่ 1 ก่อน.

นื่องจากใบพัดปรับองศาการกินลมไม่เหมาะสมทำให้ระบายความร้อนได้ไม่ดี ส่งผลให้ใช้พลังงานเยอะขึ้น เหตุเกิดจากพอใช้ cooling tower ไปนานๆ องศาใบพัดเริ่มเปลี่ยนเลยไม่กินลมน้อย

วิธีนี้แก้ได้โดยการปรับตั้งองศากินลมให้เหมาะสม หรือถ้า cooling tower ของเรามีการใช้วัสดุของใบพัดลมแบบเก่าน้ำหนักมาก ให้พิจารณาเปลี่ยนใบพัดที่มีน้ำมันเบา ประสิทธิภาพดีกว่า จะสามารถข่วยลดการใช้พลังงานประมาณ 15 % ของมอเตอร์พัดลม cooling tower ได้

หลายอาคารและโรงงานนำมาตรการนี้ไปใช้ ลงทุนน้อยเห็นผลชัดเจน เพราะ cooling tower ต้องรันทำงานตลอดเวลาที่ปรับอากาศอยู่แล้ว

ลองพิจารณากับองค์กรของท่านดูนะครับ

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านประสบความยั่งยืนด้านพลังงานนะครับ

แนวทางการหามาตรการอนุรักษ์พลังงาน

วันนี้จะมาแชร์อีกหนึ่งแนวทางในการหามาตรการอนุรักษ์พลังงานกันนะครับ

แนวทางนี้จะแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่

  1. การใช้ระบบปัจจุบันให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่นการควบคุมการทำงานโดยใช้มาตรฐานการดำเนินงานที่สร้างขึ้น หรือปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานให้ดีขึ้น หรือปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต หรือการปรับปรุงงานซ่อมบำรุง ซึ่งจะมีทั้งการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน แก้ไขปรับปรุงเครื่องจักร และมีแผนซ่อมหลังเหตุขัดข้อง เป็นต้น
  2. การปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้น (Minor Change) เช่น การปรับอุปกรณ์ หรือปรับสภาวะแวดล้อม
  3. การเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่ (Major Replacements) เช่น การเปลี่ยนเป็นอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า หรือ การติดตั้งอุปกรณ์ใหม่เพื่อให้ประสิทธิภาพโดยรวมระบบสูงขึ้น

คณะทำงานด้านการจัดการพลังงานอาจพิจารณาและเลือกใช้ระดับของมาตรการให้เหมาะสมกับองค์กรและสถานการณ์ในช่วงเวลานั้นๆด้วยนะครับ

เช่นกรณีที่ไม่มีเงินลงทุนก็ควรเลิกใช้ระดับ 1 การใช้ระบบปัจจุบันให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ส่วนในกรณีที่องค์กรของเรามีเงินลงทุนเยอะก็อาจเลือกใช้มาตรการระดับ 3 Major Replacement ได้

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านประสบความยั่งยืนทางด้านพลังงานนะครับ

จิตสำนึกอนุรักษ์พลังงาน เริ่มได้ด้วยรอยยิ้ม

การสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์พลังงาน ควรเริ่มด้วยรอยยิ้ม ความสนุกและเสียงหัวเราะ ^_^

ผมโชคดี ได้มีโอกาสเข้าไปในสถานประกอบการร้อยกว่าแห่ง และศึกษาว่าทำไมบางองค์กรถึงเป็นองค์กรที่โดดเด่นทางด้านการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าขึ้นมาได้

และทำไมบางองค์กรถึงไม่มีใครสนใจเรื่องพลังงานเลย.เดี๋ยววันนี้ผมจะมาแชร์ให้ฟังกัน.ลักษณะของกิจการที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่จะมีจิตสำนึก ความตระหนักรู้ทางด้านการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า และถ้าเมื่อไหร่พูดถึงเรื่องพลังงานขึ้นมาแล้ว ทุกคนจะรู้สึกสนุกกับเรื่องพลังงาน แววตาเป็นประกายและต้องการมีส่วนร่วม

และถามว่าจะทำอย่างไรให้พนักงานมีจิตสำนึกอนุรักษ์พลังงาน.ก็มีง่ายๆ เพียงแค่ 2 ข้อ ที่สถานประกอบการควรทำ

ข้อแรก ให้ความรู้พื้นฐานด้านพลังงาน – แนะนำให้พนักงานทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการประหยัดพลังงานในองค์กร จัดกิจกรรมพร้อมให้ของรางวัลอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เห็นว่าพลังงานเป็นเรื่องใกล้ตัวทุกคน สร้างรอยยิ้ม สร้างเสียงหัวเราะ เมื่อพูดถึงเรื่องพลังงาน

ต่อมา ควรจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอในเรื่องพลังงาน – เช่น เงินสนับสนุนการจัดอบรม กิจกรรม มอบของรางวัลให้กับพนักงานที่ใส่ใจในเรื่องประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ควรให้กำลังคนและเวลาให้เพียงพอต่อการลงมือทำและประชาสัมพันธ์ทางด้านพลังงานในองค์กรด้วย

การให้ความรู้และทรัพยากรกับพนักงานอย่างเหมาะสม เป็นสิ่งที่คุ้มค่า จะทำให้เกิดจิตสำนึกอนุรักษ์พลังงานในองค์กร

เพื่อเป็นรากฐาน นำพาองค์กรประสบความยั่งยืนทางด้านพลังงานต่อไปในอนาคต

สุดท้ายนี้ จิตสำนึกอนุรักษ์พลังงาน ไม่ใช่เรื่องที่ยากจนทำไม่ได้ บางทีอาจเริ่มได้ด้วยรอยยิ้มของพวกเราทุกคน

วิธีการใช้ไฟเท่าเดิม (หรือมากกว่าเดิม)…. แต่ค่าไฟลดลง

สำหรับอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับองค์กรภาคธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานหรืออาคาร ส่วนใหญ่แล้วจะมีอัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกว่า TOU

เป็นอัตราที่กำหนดตามช่วงเวลาการใช้ไฟฟ้าของเรา

อัตราแบบนี้ กลางวันค่าไฟฟ้าจะแพงกว่าตอนกลางคืนและเสาร์อาทิตย์

ค่าไฟแพง เรียกว่า ช่วง on peak ตั้งแต่เวลา 09.00-22.00 น. วันจันทร์ – ศุกร์

ค่าไฟถูก เรียกว่า ช่วง off-peak ตั้งแต่เวลา 22.00-09.00 น. วันจันทร์ – ศุกร์ และ เสาร์ อาทิตย์ วันหยุด ตลอด 24 ชั่วโมง

เห็นอัตราค่าไฟ TOU เป็นแบบนี้แล้ว หมายความว่าถ้าอยากจะให้ค่าไฟรวมลดลง เราจะต้องใช้ไฟในช่วง off-peak ให้มากกว่าเดิม และพยายามเลี่ยงช่วง on-peak ที่มีค่าไฟแพง

การเลี่ยงใช้ไฟเยอะในช่วง on-peak มีข้อดีอีกอย่างคือ ค่าใช้จ่ายพลังไฟฟ้าสูงสุดลดลงอีกด้วย ทำให้ค่าไฟรวมลดลง

จากรูป เป็นโรงงานแห่งหนึ่งที่ ผมให้คำแนะนำด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแนะนำให้มีการย้ายช่วงเวลาการเปิดเครื่องจักรตัวใหญ่ที่กินพลังงานเยอะ ไปในช่วง off-peak แทนช่วง on-peak โดยที่ไม่กระทบต่อการผลิตของโรงงาน

ทำให้ค่าใช้จ่ายพลังไฟฟ้าสูงสุดลดลงเกือบ 150,000 บาท ในเดือนธันวาคม

และถ้าดูเรื่องปริมาณการใช้พลังงานเดือนธันวาคม กลับใช้มากกว่าเดือนพฤศจิกายนด้วยซ้ำ แต่ได้ค่าไฟที่ลดลงกว่าเดิม

หากเรามีการจัดการเปิดปิดเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพทุกๆเดือน ใน 1 ปี จะประหยัดค่าไฟได้อย่างมหาศาล.มาตรการนี้เป็นมาตรการที่เรียบง่าย และไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เพียงอาศัยความเข้าใจการใช้พลังงานในองค์กรของเราเพียงเท่านั้น ก็สามารถลดค่าไฟได้แล้ว

ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ

สุดท้ายนี้

ขอให้ทุกท่านประสบความยั่งยืนทางด้านพลังงานครับ

การพัฒนาระบบการจัดการพลังงาน 8 ขั้นตอน

พัฒนาระบบการจัดการพลังงานตามหลักวงจรเดมมิ่ง (PDCA)

การทำระบบการจัดการพลังงานตามกฎหมายจะมีทั้งหมด 8 ขั้นตอนด้วยกัน

สำหรับมือใหม่แล้วการจะจำให้ครบนั้นเป็นเรื่องยากหากเราท่องเรียงตามแต่ละข้อ

แต่ถ้าเปลี่ยนจากการจำ เป็นการเข้าใจ ทุกอย่างก็ง่ายขึ้น.จริงๆแล้วระบบการจัดการพลังงาน 8 ขั้นตอน ก็ถอดแบบมาจากวงจรเดมมิ่ง หรือวงจรการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

วงจรเดมมิ่งนี้ ประกอบไปด้วย 4 steps ทำอย่างต่อเนื่อง 1. วางแผน (Plan) 2. ลงมือปฏิบัติตามแผน (Do) 3. ตรวจติดตามผล (Check) 4. ทบทวน วิเคราะห์ แก้ไข (Act) หรือเรียกรวมๆว่า PDCA นั่นเอง

PDCA นี้มีข้อดีคือ ทำให้เกิดการทำงานอย่างเป็นระบบและเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทีละเล็กละน้อย ซึ่งนิยมใช้กันมากในการพัฒนาระบบต่างๆในองค์กร รวมถึงระบบการจัดการพลังงานด้วย

จากรูป สังเกต ว่า ขั้นตอนที่ 1-5 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการวางแผนทั้งหมด จะอยู่ในตัว P – ซึ่งเป็นการวางแผนด้านคน นโยบาย รวมถึงแผนมาตรการและกิจกรรมอนุรักษ์พลังงานที่จะทำอีกด้วย

ต่อมาตัว D นี่ง่ายเลย ขั้นตอนที่ 6 ก็เป็นเรื่องลงมือปฏิบัติตามแผนที่วางไว้

การตรวจติดตามประเมินผล จะอยู่ในขั้นตอนที่ 7 ซึ่งก็คือตัว C

และสุดท้าย A เป็นการทบทวน วิเคราะห์ สิ่งต่างๆ ที่ทำมาว่ามีจุดไหนที่บกพร่อง และสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นในครั้งต่อไปได้หรือไม่

เมื่อจบขั้นตอน PDCA ครั้งแรกแล้ว ก็นำผลทบทวนของ A ครั้งก่อน มาเป็นสารตั้งต้น ของ P ในครั้งต่อไปที่จะทำ หลังจากนั้นก็ทำ DCA ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนองค์กรพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง

องค์กรที่ใช้แรงน้อยแต่ได้ผลมาก จะทุ่มเททรัพยากรสร้างระบบที่ดีขึ้นมา เพื่อให้เกิดผลลัพท์ที่มีประสิทธิภาพ

การทำระบบการจัดการพลังงาน 8 ขั้นตอนตามกฎหมายก็ดีอยู่ แต่ถ้าเรามีองค์ควรรู้ของหลักการ PDCA เข้าไปประกอบด้วย จะทำให้เข้าใจที่มาที่ไป และสามารถพัฒนาระบบได้ง่ายขึ้น

ขอให้องค์กรของทุกท่าน ประสบความยั่งยืนทางด้านพลังงานนะครับ