การประเมินศักยภาพการอนุรักษ์พลังงานสำคัญไฉน?

การประเมินศักยภาพการอนุรักษ์พลังงานสำคัญไฉน?
 
สมมติว่าเรามีโรงงานหรืออาคารอยู่หนึ่งแห่ง แต่เราไม่รู้ว่าการใช้พลังงานของเราเป็นอย่างไร ใช้พลังงานไฟฟ้าหรือความร้อนมากกว่ากัน สัดส่วนการใช้พลังงานเป็นอย่างไร เครื่องจักรตัวไหนที่กินไฟเยอะ เราจะทำเรื่องประหยัดพลังงานได้หรือไม่
 
คำตอบก็คือได้…แต่เราต้องใช้แรงกายแรงใจเยอะมากถึงจะทำให้เกิดผลประหยัดเป็นรูปธรรมได้
 
ตรงกันข้าม ในกรณีที่เรารู้ข้อมูลการใช้พลังงานของเราทั้งหมด ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการวางแผนทำมาตรการอนุรักษ์พลังงานรวมถึงการตรวจเช็คผลประหยัด คงจะง่ายมากยิ่งขึ้น
 
การจัดการพลังงานจะแบ่งการประเมินออกเป็น 3 ระดับ 1.องค์กร 2.ผลิตภัณฑ์หรือบริการ 3.เครื่องจักร
 
การประเมินระดับองค์กรใช้ดูภาพรวมการใช้พลังงานของเราทั้งหมด เช่นการใช้ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงรายเดือนเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา สัดส่วนการใช้พลังงานแยกตามประเภท ซึ่งการรู้ข้อมูลพลังงานอย่างนี้จะช่วยเราในการวิเคราะห์หามาตรการอนุรักษ์พลังงานได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
 
ตัวอย่าง ถ้าเราทราบว่า อาคารของเราใช้พลังงานไปกับระบบปรับอากาศค่อนข้างมาก เราก็ควรมีมาตรการประหยัดที่เกี่ยวข้องกับระบบปรับอากาศให้เยอะหน่อย เรียกว่าทำน้อยแต่ได้ผลมาก
 
การประเมินระดับผลิตภัณฑ์ จะทำให้เราสามารถที่จะทราบต้นทุนของสินค้าของเราได้ว่า ใช้พลังงานกับผลผลิตต่อชิ้นเท่าไหร่
 
ยกตัวอย่างเช่น โรงงานเราผลิตแป้งข้าวสาลี ก็สามารถรู้ต้นทุนว่า พลังงานที่ใช้ต่อแป้งข้าวสาลีหนึ่งตันเป็นเท่าไหร่ ซึ่งสามารถแปลงออกมาเป็นต้นทุนเป็นจำนวนเงิน บาทต่อแป้งข้าวสาลีหนึ่งตัน ได้
 
ส่วนการประเมินลำดับสุดท้าย เป็นการประเมินระดับเครื่องจักร ซึ่งเราจะสามารถทราบได้ว่าเครื่องจักรแต่งละเครื่อง มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานดีหรือแย่กว่าค่ามาตรฐาน
 
ในกรณีที่ประสิทธิภาพแย่กว่าค่ามาตรฐานมากๆ ให้พิจารณาทำมาตรการประหยัดพลังงานเกี่ยวกับเครื่องจักรตัวนี้ ตัวอย่างเช่น ซ่อมแซมเปลี่ยนพาร์ทบางส่วน หรืออาจจะเปลี่ยนเครื่องจักรที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าตัวเก่ามาใช้ทดแทนไปเลยก็ได้
 
กล่าวมาถึงตอนนี้ ทุกท่านคงเห็นภาพแล้วว่าการประเมินศักยภาพการอนุรักษ์พลังงานในระดับต่างๆ นั้น ทำให้เรารู้ข้อมูลพลังงานเชิงลึกและสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ต่อได้
 
ซึ่งจากประสบการณ์การตรวจสอบรับรองการจัดการพลังงานของทีม EFC ที่พบเห็นข้อที่สามารถนำไปพัฒนาได้ก็คือ
 
1.การประเมินสัดส่วนการใช้พลังงาน ควรมีการตรวจวัดการใช้พลังงานโดยเครื่องมือตรวจวัดมาช่วยด้วย จะทำให้ค่าต่างๆออกมาแม่นยำมากยิ่งขึ้น
 
2.ควรประเมินหาเครื่องจักรที่มีนัยสำคัญ ที่มีผลกระทบต่อการใช้พลังงานของเราจริงๆ เพื่อต่อยอดหามาตรการอนุรักษ์พลังงานอย่างต่อเนื่อง
 
3.ในกรณีที่มีความชำนาญในการทำระบบแล้ว ให้ระบุ % การใช้พลังงานในแต่ละกระบวนการผลิตเข้าไปด้วย เพื่อจะได้ทราบว่าขั้นตอนการผลิตส่วนใดที่ใช้พลังงานมากที่สุด
 
4.จุดที่มักผิดพลาดที่พบเห็นได้มากสุดคือ การประเมินระดับเครื่องจักรไม่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม ซึ่งค่าการประเมินจะต้องเป็นค่าประสิทธิภาพ เช่น input/output หรือว่า output/input ก็ได้
 
ในส่วนการประเมินศักยภาพการอนุรักษ์พลังงานในขั้นตอนที่ 4 ของการจัดการพลังงานนี้ เป็นส่วนที่มีรายละเอียดมากที่สุด และต้องทำเป็นอันดับแรกเลยถ้าหากเราจะทำเรื่องประหยัดพลังงาน หากทำได้ละเอียดมากเท่าไหร่ ก็สามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้เท่านั้น
 
สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านรักษาสุขภาพด้วยนะครับ
 
วันนี้ทีมงาน EFC ขอตัวลาไปก่อน พบกันใหม่โพสต์หน้า
 
ขอให้ทุกท่านเป็นอิสระทางด้านพลังงาน….สวัสดีครับ

Leave a comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.